วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ระทึก! พบแผ่นดินแยกในเม็กซิโก ยาวนับกิโล เชื่อไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหว

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินแยกในพื้นที่เกษตรในเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของเม็กซิโก มีความลึกราว 26 ฟุต มีระยะเป็นยาวราว 1 กิโลเมตร และส่งผลกระทบต่อถนนทางหลวงที่ 26 โดยถูกพบเห็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้ผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะหลีกเลี่ยงการสัญจรบนพื้นที่ดังกล่าว โดยภาพนี้ถูกบันทึกโดยอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนที่ติดกล้องไว้บนตัวเครื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบรอยแยกดังกล่าว
ทั้งนี้ หน่วยงานพลเรือนเชื่อว่า รอยแยกนี้เกิดจากแผ่นดินไหวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ธรณีวิทยาพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการสร้างท่อไอน้ำใต้ดินเพื่อใช้เก็บน้ำฝน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ดินเกิดความอ่อนตัว ก่อนจะทรุดและแยกตัวเป็นทางยาวดังกล่าว
วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ดินถล่มรัฐบนเทือกเขาหิมาลัยอินเดียมีดับ17ราย

นำเสนอโดยทีมงาน Sanook.com
ดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันใน ตอนเหนือของอินเดีย ส่งผลให้มัผู้เสียชีวิต 17 ราย บาดเจ็บอีก6คน
สื่อต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุดินถล่มและน้ำท่วมซึ่งเกิดจากฝนตกหนักในรัฐอุตตรขัณฑ์ รัฐบนเทือกเขาหิมาลัยทางตอนเหนือของอินเดีย เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา
โดยล่าสุดทาง นายพิยุส เราเตลา เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 17ศพ บาดเจ็บอีก6คน โดย 14ศพเสียชีวิตเพราะบ้านเรือนถูกกองโคลนและต้นไม้หักโค่นทับถม ส่วนอีก 3ศพเป็นอีกเหตุการณ์ที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน
เมื่อปีที่แล้วมีประชาชนหลายพันคนเสียชีวิตในรัฐอุตตรขัณฑ์จากฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเอ่อล้นและดินถล่มเป็นบริเวณกว้าง
ซึ่งทางสำนักงานอุตุนิยมวิทยาคาดหมายว่าจะมีฝนตกหนักช่วงสุดสัปดาห์นี้ทำให้ต้องประกาศเตือนภัยเรื่องสภาพอากาศแปรปรวน
โดยล่าสุดทาง นายพิยุส เราเตลา เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 17ศพ บาดเจ็บอีก6คน โดย 14ศพเสียชีวิตเพราะบ้านเรือนถูกกองโคลนและต้นไม้หักโค่นทับถม ส่วนอีก 3ศพเป็นอีกเหตุการณ์ที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน
เมื่อปีที่แล้วมีประชาชนหลายพันคนเสียชีวิตในรัฐอุตตรขัณฑ์จากฝนตกหนักทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเอ่อล้นและดินถล่มเป็นบริเวณกว้าง
ซึ่งทางสำนักงานอุตุนิยมวิทยาคาดหมายว่าจะมีฝนตกหนักช่วงสุดสัปดาห์นี้ทำให้ต้องประกาศเตือนภัยเรื่องสภาพอากาศแปรปรวน
วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ไฟป่าไหม้ลามหนักภาคกลางตอนล่างสวีเดน

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
เกิดไฟป่ารุนแรงทางภาคกลางตอนล่างของสวีเดน ฝรั่งเศสและอิตาลี ส่งเครื่องบินดับเพลิงไปช่วยสวีเดนสำนักข่าวเอเอฟพี รายงาน จากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ว่า ทางการฝรั่งเศสและอิตาลีส่งเครื่องบินไปช่วยสวีเดน ซึ่งเกิดไฟป่าไหม้ลามหนักทางภาคกลางตอนล่างของประเทศ และเจ้าหน้าที่กล่าวว่า เป็นไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุด เท่าที่เคยปรากฎในรอบ 40 ปี ของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย โดยเครื่องบินดับเพลิงแบบคานาแดร์ ซีแอล-415 ของฝรั่งเศส 2 ลำ บินจากเมืองมาร์กเซย์ ทางภาคใต้ของประเทศ ไปสมทบกับเครื่องบินแบบเดียวกันของอิตาลี 2 ลำ เพื่อช่วยสวีเดนดับไฟป่าในเขตซาลา และนอร์เบิร์ก ที่ไหม้ลามไม่หยุดตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. จากปัจจัยอากาศร้อน และฤดูร้อนที่แห้งแล้งผิดปกติ
สวีเดนไม่มีเครื่องบินดับเพลิงของตนเอง ใช้แต่เพียงเฮลิคอปเตอร์หิ้วถังน้ำขนาดใหญ่ เทควบคุมไฟที่กำลังไหม้ลาม ช่วยหน่วยดับเพลิงภาคพื้นดิน ถึงวันพุธไฟเผาผลาญพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า 100 ตารางกิโลเมตร และหนึ่งวันก่อนหน้านี้หน่วยดับเพลิงพบผู้เสียชีวิตจากไฟป่ารายแรก เป็นชายวัย 30 ปี ศพถูกพบบนถนนผ่านแนวป่าที่ถูกไฟโอบล้อม
วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ไฟป่าลุกไหม้ตอนเหนือรัฐแคลิฟอร์เนีย

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
เกิดไฟป่ารุนแรงทางตอนเหนือรัฐแคลิฟอร์เนีย ลุกลามเข้าใกล้ย่านชุมชน ชาวบ้านกว่า 1,000 คน ต้องอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัย
เกิดเหตุไฟป่าลุกไหม้ในพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไฟได้เริ่มลุกไหม้ ท่ามกลางกระแสลมแรงโหมให้ไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็ว เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วมากกว่า 7,500 ไร่ และเผาทำลายอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายไปแล้วอย่างน้อย 7 หลัง ล่าสุดไฟลุกลามเข้าใกล้พื้นที่ชนบททางตะวันออกของเมืองซาคราเมนโต ซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่งผลให้ประชาชนประมาณ 1,200 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน 500 หลังที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง
มีรายงานว่า หน่วยดับเพลิงที่ระดมกำลังเข้ามาดับไฟ สามารถควบคุมไฟป่าไว้ได้แล้วประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ โดยการดับไฟป่าในครั้งนี้ ต้องใช้รถดับเพลิงมากกว่า 50 คัน เสริมด้วยเฮลิคอปเตอร์บรรทุกน้ำดับไฟจากทางอากาศ ขณะที่ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ส่วนสาเหตุของไฟป่าอยู่ระหว่างการสอบสวน
วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
พบกัมมันตรังสีในลิงแสมป่าใกล้โรงฟูกูชิม่า

นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
นักวิทยาศาสตร์ ตรวจพบสารกัมมันตรังสีซีเซียมในร่างกายของ ลิงแสมป่าที่อาศัยอยู่ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา แต่ยังไม่ฟันธง เป็นผลพวงจากอุบัติเหตุที่เกิดกับโรงไฟฟ้า
นักวิทยาศาสตร์นำลิง 61 ตัวที่อาศัยอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปประมาณ 70 กิโลเมตร มาตรวจสอบดูว่ามีอะไรบ่งบอกว่ามันได้รับกัมมันตรังสีหรือไม่ ปรากฏว่าพวกลิงแสมป่าเหล่านี้มีความผิดปกติในเลือด มันมีระดับเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ และมีกัมตรังสีซีเซียมในระดับที่ตรวจพบได้ด้วย
นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเผยแพร่ รายงาน ในนิตยสาร Scientific Reports บอกว่าซีเซียมที่ตรวจพบในตัวลิงอาจมาจากต้นอ่อนและเปลือกไม้ที่มีสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนที่มันกินเข้าไป เพราะเมื่อนักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบลิงในเขตนี้กับลิงอีก 31 ตัวที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรชิโมกิตะ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 400 กิโลเมตร ปรากฏว่าลิง 31 ตัวไม่มีสารซีเซียมในร่างกายเลย
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ยังคงต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับกัมมันตรังสีที่รั่วไหลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมาที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดนไหวและสึนามิ เมื่อ พ.ศ.2554 ส่งผลให้อุปกรณ์เครื่องมือขัดข้องและสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออก มาจนทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องอพยพผู้คนจากบริเวณใกล้เคียงออกไปถึง 300,000 คน
ที่มา http://news.sanook.com/1637517/%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2/
วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
นักวิทย์ฟันธงหลุมขนาดใหญ่เกิดจากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง

นักวิทยาศาสตร์รัสเซีย เชื่อปากปล่องหลุมขนาดใหญ่ ที่ค้นพบในไซบีเรียเมื่อไม่นานมานี้ อาจเกิดจากแรงดันมหาศาลใต้พื้นโลก อันเนื่องมากจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซียเมื่อวันที่ 18ก.ค.ว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์รัสเซียแถลงว่า พวกเขาเชื่อว่าปากปล่องหลุมขนาดความกว้าง 66 เมตรที่ถูกค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ในไซบีเรีย ภาคเหนือไกลของรัสเซียอาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในภูมิภาคโดยอังเดร เปลคานอฟ นักวิจัยอาวุโสที่ศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งอาร์กติกกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่าปากปล่องหลุมดังกล่าวดูเหมือนจะเกิดจาก “แรงดันมหาศาล” ใต้พื้นโลก เนื่องจากอุณหภูมิในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นและไม่พบร่องรอยของการระเบิดจึงขจัดความเป็นไปได้ว่าเกิดจากลูกอุกกาบาตตกในภูมิภาคดังกล่าว
เมื่อวันพุธที่ผ่านมานายเปลคานอฟเดินทางไปตรวจสอบปากปล่องหลุมดังกล่าวซึ่งอยู่ห่างจากบ่อก๊าซโบวาเนนโกโวประมาณ30กิโลเมตร ในคาบสมุทรยามัลทางตอนเหนือไกลของรัสเซียเขากล่าวว่า ร้อยละ 80 ของปากปล่องดูเหมือนจะประกอบด้วยน้ำแข็ง
ที่มา http://www.onep.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=8309:18--2557-&catid=72:2010-10-08-06-35-05&Itemid=266
วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ฮอนด้า ประกาศให้ พนง.หยุดงานหวั่นภัยพายุ

ฮอนด้า ประกาศให้ พนง.โรงงานในญี่ปุ่น หยุดงานพรุ่งนี้ 1 วัน เลี่ยงพายุพัดถล่มพื้นที่คุมาโมโตะ
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน โฆษกบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ในญี่ปุ่น ประกาศวันนี้ ให้พนักงานในโรงงานจังหวัดคุมาโมโตะ ทางภาคใต้ของญี่ปุ่น หยุดงานในวันพรุ่งนี้ 1 วัน เนื่องจากว่า พายุไต้ฝุ่นจะพัดเข้าพื้นที่ตั้งโรงงานของบริษัท ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของพนักงานและทรัพย์สิน ทั้งนี้ ทางบริษัทไม่ได้คาดหวังความเสียหาย ที่อาจเกิดกับบริษัทแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ความเร็วของลมพายุไต้ฝุ่นนีโอกูริ ที่ได้พัดถล่มทางใต้ของจังหวัดโอกินาวะ รุนแรงถึง 162 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย วันนี้ทางการญี่ปุ่นประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 2,000,000 คนที่จะออกจากบ้าน ให้ระวังน้ำท่วมด้วย
ที่มาhttp://news.sanook.com/1627373/%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89-%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%87.%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8/
วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
มูลนิธิสืบฯ ร้องอธิบดีกรมอุทยานฯ เอาผิดเฟซบุ๊คกลุ่ม"ล่าสัตว์ป่า"
มูลนิธิสืบฯ ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ตรวจสอบและดำเนินการเอาผิดกลุ่มเฟซบุ๊ค "ล่าสัตว์ป่า" ที่มีพฤติกรรมการล่าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย
แม้เวลานี้ได้เปลี่ยนชื่อกลุ่ม และตั้งกลุ่มเป็นกลุ่มลับแล้ว แต่มีหลักฐานปรากฎชัด ควรดำเนินการทางกฎหมายให้ได้ เพราะหากปล่อยไว้ อาจเป็นอันตรายต่อค่านิยมของคนในสังคมที่เห็นว่าการล่าสัตว์ป่าเป็นเรื่องสนุก พร้อมเผยสถานการณ์การล่าสัตว์ป่าเพื่อขายต่างประเทศอยู่ในภาวะวิกฤตหนัก โดยเฉพาะสัตว์ป่า 5 ประเภทได้แก่ "ตัวนิ่ม-เสือ-หมี-เต่า-แรด" ที่พบเจ้าหน้าที่รัฐละเลยการจับกุม
วันนี้ (4 ก.ค.57) นางรตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อขอให้ตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิดกลุ่มในโซเซียลมีเดียที่มีการจัดตั้งกลุ่มทางเฟซบุ๊คว่า "ล่าสัตว์ป่า" โดยมูลนิธิสืบฯ มีความห่วงใจต่อรูปแบบกิจกรรมของผู้ล่าที่กระทำอย่างผิดกฎหมาย และการนำภาพมาเผยแพร่สู่สาธารณชนของกลุ่มนี้ จึงอยากให้มีการตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิด เพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ดีในสังคมต่อไป ทั้งนี้มูลนิธิสืบฯ ได้มอบหมายให้นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กรรมการมูลนิธิฯ เป็นผู้ดำเนินการเฝ้าระวังตามแผนยุทธศาสตร์ของมูลนิธิสืบฯ ว่าด้วยเรื่องการเฝ้าระวังสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศผืนป่า และสัตว์ป่า
ก่อนหน้านี้ กลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์ได้มีการร้องกรมอุทยานฯให้ตรวจสอบกลุ่มเฟซบุ๊ค "ล่าสัตว์ป่า" "A call for Animal Rights" ไปแล้ว โดยระบุว่ากลุ่มล่าสัตว์ป่ามีสมาชิกประมาณ 2 พันกว่าคน มีวัตถุประสงค์กลุ่มว่า "การล่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร โดยจะเน้นไปที่สัตว์ขนาดเล็กและกลาง สัตว์ที่สร้างความเสียหายให้กับพืช สวน ไร่ นา บ่อเลี้ยงปลา โรงเรือน อาคาร หรือพวกที่เป็นสัตว์ต่างถิ่น สัตว์ที่นำโรคมาสู่คนเลี้ยง เป็นต้น สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามล่าโดยเด็ดขาด!! เพราะจะนำมาซึ่งความผิด และความเสียหายแก่ธรรมชาติ" แต่ภาพที่ปรากฏในกลุ่มนี้กลับเต็มไปด้วยการไล่ล่า สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น พญากระรอกบินหูแดง ลิงกัง เหยี่ยวขาว ชะมด พญากระรอก แมวดาว เต่าเหลือง อ้น กระจง ค่าง จิ้งจอก นกป่าคุ้มครองมากมาย รวมทั้งมีการประกอบปืนเถื่อน การครอบครองอาวุธสงคราม โดยหลายๆรูปมีคำบรรยายรูปในทำนอง นึกสนุก อยากยิง อยากฆ่า และเป็นการนำมาอวดกันโดยเฉพาะ
นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้สัมภาษณ์กับ "ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์" ว่า การล่าสัตว์ป่าของคนกลุ่มนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นการล่าสัตว์ป่าสงวน และสัตว์ป่าคุ้มครอง และไม่ได้เป็นการล่าเพื่อนำมาเป็นอาหารตามคำกล่าวอ้าง เนื่องจาก คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนขาดแคลนอาหาร และทุกวันนี้สัตว์ป่ามีจำนวนน้อยมาก น้อยกว่าที่จะทำการล่ามาเพื่อเป็นอาหาร แต่กลับส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์รุนแรง
ประกอบกับการสื่อความของคนกลุ่มนี้ผ่านสื่อโซเซียลเน็ตเวิร์คนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ท้าทายกฎหมาย และยังประกาศตัวในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่านิยมในทำนองว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่อง "สนุก" "มันส์" ดังนั้นหากแนวความคิดนี้กลายเป็นค่านิยมใหม่ของสังคม จะเป็นเรื่องที่เป็นอันตรายอย่างมาก ต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนกับสังคมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิด ปล่อยให้ลุกลามไม่ได้
กรรมการมูลนิธิสืบฯ เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ทราบเรื่องแล้วว่ากลุ่มเฟซบุ๊คดังกล่าวได้ปิดตัวเอง และไปเปิดเป็นกลุ่มเฟซบุ๊คแบบกลุ่มลับ (Secret Group) แล้ว แต่อย่างไรก็ตามคนกลุ่มนี้ยังมีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย และมีหลักฐานเอาผิดได้แน่นอน ดังนั้นทางมูลนิธิสืบฯต้องการให้ทางกรมอุทยานฯ จริงจังกับการจัดการปัญหานี้ และนำคนผิดมาลงโทษให้ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระดับค่านิยมของคนในสังคมต่อไป
อย่างไรก็ดี สำหรับสถานการณ์การล่าสัตว์ป่าในประเทศไทยขณะนี้ ยังมีปัญหาเรื่องของคำสั่งซื้อ หรือใบสั่งจากต่างประเทศที่ต้องการให้ชาวบ้านไปล่าสัตว์ป่าเพื่อนำสัตว์ป่าไปบริโภคเป็นยาตามความเชื่อ โดยเฉพาะประเทศจีน
"เมื่อจีนมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมาก พบว่า คำสั่งซื้อ หรือคำสั่งให้ล่าสัตว์ป่าหายากมีจำนวนมากขึ้นกว่าแต่เดิมอย่างมาก เพราะผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ซึ่งคำสั่งซื้อสัตว์ป่าหายากไม่ได้มาจากประเทศจีนอย่างเดียว อย่างประเทศเวียดนามก็มีมาก" นายแพทย์รังสฤษฎ์กล่าวพร้อมระบุอีกว่า สัตว์ป่าที่มักถูกล่าอย่างผิดกฎหมายนั้นประกอบด้วย สัตว์ป่า 5 ประเภทหลัก คือ ตัวนิ่ม เสือ หมี เต่า และแรด ทั้งนี้สำหรับแรด เป็นสัตว์ป่าหายากที่ประเทศไทยไม่มีเหลือในประเทศแล้ว แต่ประเทศไทยก็ยังถือเป็นทางผ่านของขบวนการการล่าสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ โดยมีการละเลยที่จะเอาความผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ควรเร่งแก้ไข
ขอบคุณภาพ: www.thaiwildlife.org
ขอบคุณภาพ: www.thaiwildlife.org
http://news.thaipbs.or.th/content/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%9A%E0%B8%AF-%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AF-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%8B%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2
วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ทหารบุรีรัมย์เล็งขอคืนพื้นที่ป่าดงใหญ่ถูกบุกรุก 1.8 หมื่นไร่

บุรีรัมย์ 26 มิ.ย. - ทหารบุรีรัมย์เตรียมสนธิกำลังหลายฝ่ายผลักดันผู้บุกรุกเข้าไปปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่าสงวนดงใหญ่ที่ยังเหลืออยู่กว่า 500 ครัวเรือน รวมเนื้อที่กว่า 18,000 ไร่ ออกจากป่า เพื่อขอคืนพื้นที่ผนวกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หลังเป็นปัญหายืดเยื้อมานาน พร้อมจัดพื้นที่รองรับผู้ไม่มีที่ทำกิน เพื่อลดผลกระทบ ก่อนเร่งฟื้นฟูให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าและป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ต่อไป
พล.ต.เสริมศักดิ์ นิยะโมสถ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนายยุทธชัย ปัทมสนธิ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) และนายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ได้ขึ้นบินสำรวจสภาพพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ และตรวจสอบบริเวณพื้นที่ที่ชาวบ้านเข้าไปบุกรุกยึดถือครอบครองปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และแผ้วถางป่าปลูกพืชสวนพืชไร่เป็นวงกว้าง เพื่อวางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ป่าดงใหญ่ที่ชาวบ้านเข้าไปบุกรุก เนื่องจากผืนป่าดังกล่าวได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2548
จากข้อมูลพบว่า ขณะนี้ยังมีชาวบ้านบุกรุกทำกินอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 6 กลุ่ม มีกลุ่มเสียงสวรรค์ เก้าบาตร บ้านคลองหินใหม่ ลำนางรอง ตลาดควาย และกลุ่มป่ามะม่วง รวมกว่า 500 ครัวเรือน ในเนื้อที่ประมาณ 18,800 ไร่ ที่บริษัทเอกชนหมดสัญญาสัมปทาน โดยขั้นตอนการเข้าขอพื้นที่เบื้องต้นจะมีการเรียกแกนนำของแต่ละกลุ่มมาพูดคุยเจรจาถึงแนวทางการขอคืนพื้นที่ เพื่อไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน แต่หากชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่ทหารก็จะสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่บุกรุกต่อไป
พล.ต.เสริมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนชาวบ้านที่ผลักดันออก ก็ได้เตรียมพื้นที่ไว้รองรับแล้ว แต่ก็ต้องมีการคัดกรองอีกครั้งว่าเป็นผู้ไม่มีที่ทำกิน และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของทางราชการหรือไม่ โดยคาดว่าจะเข้าดำเนินการในเร็วๆ นี้ เพราะปัญหาดังกล่าวได้ยืดเยื้อมานานแล้ว และหลังจากผลักดันชาวบ้านออกจากป่าเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการผนวกพื้นที่ดังกล่าวเข้ากับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พร้อมเร่งฟื้นฟูอนุรักษ์ให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าและป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์. - สำนักข่าวไทย
ที่มาhttp://www.onep.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=8127:27--2557--18-&catid=72:2010-10-08-06-35-05&Itemid=266
วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557
“ยูเนสโก” ปรานี ไม่ขึ้นชื่อ “แนวปะการังออสซี่” เป็นมรดกโลกเสี่ยงภัยคุกคาม แต่ชี้โทรมขั้นรุนแรง
ออสเตรเลียวันนี้ (19 มิ.ย.) แถลงว่า การที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ตัดสินใจเลื่อนการขึ้นชื่อแนวปะการัง “เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ” ในรายชื่อมรดกโลกที่เสี่ยงภัยคุกคามออกไป คือ “ชัยชนะที่ได้มาโดยการใช้เหตุผล” แต่เหล่านักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชี้ว่า เป็นการประกาศเตือน “ครั้งสุดท้าย”
องค์กรชำนาญการพิเศษด้านวัฒนธรรมขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า แนวปะการังขนาดใหญ่แห่งนี้อาจถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อแหล่งมรดกโลกที่เสี่ยงภัยคุกคาม หากยังไม่ได้รับการปกป้องอย่างจริงจังกว่านี้
ยูเนสโก กล่าวเตือนว่า แนวปะการังขนาดใหญ่แห่งนี้มี “สภาพเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง” และกล่าวว่า “การบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่แถบนี้ด้วยแนวทางธุรกิจแบบปกติ ไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม”
ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2015 ออสเตรเลียจะต้องส่งรายงานชี้แจงถึงวิธีการที่ประเทศนี้ใช้ปกป้องสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ โดยรัฐบาลรัฐควีนส์แลนด์ ระบุว่าการที่ยูเนสโกยืดเวลาออกไปเป็น “การแสดงความเห็นชอบ”
แอนดรูว์ พาวเวลล์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของรัฐควีนส์แลนด์กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีที่คณะกรรมาธิการมรดกโลก ของยูเนสโกเห็นดีเห็นงามกับควีนส์แลนด์ และภารกิจที่เราทำอยู่”
“การตัดสินใจครั้งนี้คือชัยชนะของการใช้เหตุผล และวิทยาศาสตร์ มิใช่ของคนเจ้าคารม และพวกชอบปล่อยข่าวลือ”
แนวปะการังแห่งนี้คือหนึ่งในสถานที่ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก ทว่าต้องเผชิญทั้งภัยคุกคามจากภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และปลาดาวมงกุฎหนาม หรือปลาดาวหนาม ที่กินปะการังเป็นอาหาร ตลอดจนน้ำเสียจากการเกษตร และการพัฒนาด้านเหมืองแร่
ยูเนสโก ได้ออกมาแสดงความกังวลเป็นพิเศษ ต่อกรณีการอนุมัติโครงการขยายท่าเรือถ่านหินขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตลอดจนการอนุญาตให้ระบายน้ำเสียหลายล้านตันลงสู่น่านน้ำในอุทยานแห่งชาติทางทะเล
บรรดากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชี้ว่า รัฐบาลได้รับใบเตือนเป็นครั้งสุดท้ายและ “เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลไม่ได้รักษามาตรฐาน ตามที่ประชาคมนานาชาติคาดหวัง”
ริชาร์ด เลก นักรณรงค์เพื่ออนุรักษ์แนวปะการังจาก “องค์การกองทุนพิทักษ์สัตว์ป่าโลก” (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) ประจำแดนจิงโจ้ ซี่งเวลานี้ เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการประจำปี ณ กรุงโดฮา กล่าวว่า “คณะกรรมาธิการมรดกโลกคัดค้านการที่ รัฐบาลออสเตรเลีย และรัฐบาลควีนส์แลนด์ ละเลยเพิกเฉยต่อแรงกดดันในเรื่องปะการัง”
“ที่จริงแล้ว คณะกรรมาธิการได้ย้ำเตือนให้ออสเตรเลียดำเนินมาตรการปกป้อง เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ ให้จริงจังมากขึ้น”
“(คำเตือนนี้) คือชัยชนะของประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกที่กล่าวว่า แนวปะการังนี้ไม่ใช่ที่ทิ้งขยะ”
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการมรดกโลกยังมีกำหนดหารือกัน เพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องของออสเตรเลีย ที่ต้องการถอนป่าแทสเมเนียขนาด 293,750 ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในป่าฝนเขตร้อนปานกลางที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกจากรายชื่อมรดกโลกที่เสี่ยงภัยคุกคาม
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวที่อาจเปิดช่องให้แก่ขบวนการตัดไม้บุกรุกผืนป่าแห่งนี้ กำลังถูกบรรดากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประณาม และจุดประกายให้ประชาชนหลายพันคนออกมาชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภาแทสเมเนีย ในเมืองโฮบาร์ตเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ที่มา http://www.onep.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=8038:20--2557------&catid=72:2010-10-08-06-35-05&Itemid=266
วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557
รู้จัก "เมฆกันชน" หรือ "เมฆอาร์คัส" กันหรือยัง?

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน แทบทุกพื้นที่ในประเทศไทย จะมีปริมาณฝนตกชุก ท้องฟ้าจะมีเมฆมาก เนื่องจากประเทศไทยได้รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดป กคลุม และรับร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่าน โดยปกติช่วงฤดูฝนในประเทศไทยจะเริ่มต้นประมาณกลางเดื อนพฤษภาคม ยาวไปจนถึงกลางเดือนตุลาคม ของทุกๆปี มีระยะเวลาประมาณ5เดือน ซึ่งช่วงดังกล่าวจะมีฝนชุกทั่วทุกภาค โดยฝนที่ตกลงมาเกิดจากลักษณะการรวมตัวกันของไอน้ำ จนเกาะกลุ่มรวมกันมากขึ้น ก่อเป็นกลุ่มเมฆ และตกลงมากลายเป็นฝน
ขณะเดียวกันลักษณะดังกล่าว ยังเป็นลักษณะของ “เมฆอาร์คัส” ซึ่งจะเป็นเมฆดำทะมึนและหนา อยู่ติดๆ กันหรือกองซ้อนกัน โดยมีลักษณะเป็นก้อนม้วนตัวกลม ๆ (roll) นอกจากนี้เมฆอาร์คัส (ARCUS) หรือ แปลเป็นภาษาไทยว่า “เมฆกันชน” เป็นกลุ่มเมฆที่ชื่อว่า “คิวมูโลนิมบัส” (CUMULONIMBUS) แต่มีอาการเสริมที่เรียกว่า "อาร์คัส" (ARCUS) ซึ่งเป็นปฎิกิริยาของเมฆฝน ที่จะมีลักษณะโค้งลงมาใกล้พื้นดิน
ทั้งนี้เมฆคิวมูโลนิมบัสเป็นเมฆฝน ที่มีลักษณะพายุฝนฟ้าคะนอง เกิดลูกเห็บ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า เกิดจากแนวอากาศร้อน ที่ความชื้นพัดมาปะทะกับอากาศเย็น อากาศเย็นจะยกอากาศร้อนขึ้น จนมีลักษณะเป็นดอกเห็ด ภายในจะมีทั้งลมกดและลมยก ส่วนที่ฐานกลุ่มเมฆจะเป็นลมกด ซึ่งจะไม่ค่อยเกิดขึ้นในช่วงฤดูนี้ และยิ่งเป็นอาการของอาร์คัส จึงไม่ค่อยเกิดขึ้นง่ายๆ

นักอุตุนิยมวิทยา ของกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ “เมฆอาร์คัต” เกิดจากลมที่หอบนำเอาความชื้นในชั้นบรรยากาศ และฝุ่นละอองในอากาศ พัดมารวมตัวกัน จนทำให้เกิดเป็นกลุ่มเมฆอาร์คัส ซึ่งน้ำหนักของเมฆอาร์คัสจะหนักกว่าเมฆฝนแบบปกติ เนื่องจากมีฝุ่นละอองรวมอยู่ในกลุ่มเมฆอาร์คัส ทั้งนี้ ลม ฝุ่น และความชื้น (ละอองน้ำ) ยังถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะ ดังกล่าว
นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างเมฆฝนแบบปกติและเมฆอาร์คัส จะแตกต่างกันตรงที่ เมฆอาร์คัส จะเกิดขึ้นบริเวณใกล้กับพื้นผิวโลก โดยลักษณะการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆอาร์คัส จะต่ำลงมาใกล้พื้นผิวโลกมากขึ้น หากมีการสะสมของปัจจัยที่กล่าวมาในปริมาณมากๆ จนกลุ่มเมฆอาร์คัสพัดมาปะทะกับความเย็นของอากาศบริเว ณพื้นผิวโลก จึงเกิดลักษณะการม้วนของกลุ่มเมฆอาร์คัสปรากฎให้เห็น คล้ายกำแพงก้อนเมฆ (Wall cloud) ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้น ณ สนามบินอุดรธานี ที่ผ่านมา พร้อมทั้งแนะนำประชาชน หากอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงการเกิดปรากฎการณ์เมฆอาร ์คัส ที่มีลักษณะเพิ่มเติมจากที่กล่าวมาข้างต้น คือ มีลักษณะเมฆก่อตัวสูงขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ ให้ระวัง เพราะจะเกิดฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า และลูกเห็บจะตกตามมา จึงควรเลี่ยงที่จะออกไปดู และควรเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ดีมีรายงานว่า หลังเกิดปรากฏการณ์เมฆกันชนที่สนามบินอุดรธานี หลังจากนั้น2วันต่อมาได้เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะเช่นเ ดียวกันที่บริเวณสนามบินเก่า เขตเทศบาลเมืองเชียงราย และเคยเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 24กันยายน 2554 ย่านบางขุนเทียนและคลองสานอีกด้วย
ที่มา http://www.saveoursea.net/forums/showthread.php?p=40925
วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557
นักวิจัยแนะ'อาชีพสายวิทย์'ทำงานตอบโจทย์อาเซียน-เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม
นักวิจัยแนะ'อาชีพสายวิทย์'ทำงานตอบโจทย์อาเซียน-เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2557 13:21
นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ไทยเผยในเวทีเสวนา "งานวิจัย นำไทย ก้าวไกล สู่อาเซียน" แนะ"อาชีพนักวิทยาศาสตร์"ทำงานตอบโจทย์ตลาดอาเซียนและต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม..จากเวทีเสวนา งานวิจัย นำไทย ก้าวไกล สู่อาเซียน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยภาครัฐ ผู้ได้รับทุนการศึกษาจากทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ร่วมแนะแนวทางอาชีพนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตรงความต้องการของตลาดรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 58ศ.ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์ในสาขาที่มีความต้องการในอนาคต จะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาวัสดุต่างๆ ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ล้างผลาญ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ราคาไม่แพง และหาง่าย รวมถึงการพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงานแสงอาทิตย์ และเรื่องสุขภาพ ซึ่งในอนาคตจะรักษาผู้ป่วยโดยจำแนกในระดับยีนส์ ว่ายา และวิธีรักษาชนิดไหนจะเหมาะกับแต่ละบุคคลมากที่สุดด้าน ศ.ดร.พิมพ์ใจ ใจเย็น อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มีงาน 3 ด้าน ที่จะเป็นที่ต้องการของตลาด ประการแรก คือ งานที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า สอง งานที่ช่วยเสริมสร้างให้กระบวนการผลิตต่างๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสุดท้าย คือ งานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ส่วนตัวยังมองว่า ไทยจะสามารถพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ให้อยู่ในระดับผู้นำอาเซียนได้ เพราะได้เปรียบในเรื่องของทุนสนับสนุน ที่เปิดกว้างผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้หลากหลายสาขา อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมีจิตสำนึกกลับมาพัฒนาประเทศด้วยขณะที่ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนง อาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า ที่ต้องเร่งพัฒนาคือการสร้างจิตสำนึกให้แก่นักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เป็นคนดีและคนเก่ง ไม่ยึดติดกับวัตถุนิยมและเงินเป็นสำคัญ พร้อมทั้งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และมาร่วมพัฒนาประเทศเข้าสู่เวทีระดับอาเซียนและระดับโลกต่อไป.
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/426580
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

