
บุรีรัมย์ 26 มิ.ย. - ทหารบุรีรัมย์เตรียมสนธิกำลังหลายฝ่ายผลักดันผู้บุกรุกเข้าไปปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่าสงวนดงใหญ่ที่ยังเหลืออยู่กว่า 500 ครัวเรือน รวมเนื้อที่กว่า 18,000 ไร่ ออกจากป่า เพื่อขอคืนพื้นที่ผนวกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หลังเป็นปัญหายืดเยื้อมานาน พร้อมจัดพื้นที่รองรับผู้ไม่มีที่ทำกิน เพื่อลดผลกระทบ ก่อนเร่งฟื้นฟูให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าและป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ต่อไป
พล.ต.เสริมศักดิ์ นิยะโมสถ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนายยุทธชัย ปัทมสนธิ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) และนายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ได้ขึ้นบินสำรวจสภาพพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ และตรวจสอบบริเวณพื้นที่ที่ชาวบ้านเข้าไปบุกรุกยึดถือครอบครองปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และแผ้วถางป่าปลูกพืชสวนพืชไร่เป็นวงกว้าง เพื่อวางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ป่าดงใหญ่ที่ชาวบ้านเข้าไปบุกรุก เนื่องจากผืนป่าดังกล่าวได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2548
จากข้อมูลพบว่า ขณะนี้ยังมีชาวบ้านบุกรุกทำกินอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 6 กลุ่ม มีกลุ่มเสียงสวรรค์ เก้าบาตร บ้านคลองหินใหม่ ลำนางรอง ตลาดควาย และกลุ่มป่ามะม่วง รวมกว่า 500 ครัวเรือน ในเนื้อที่ประมาณ 18,800 ไร่ ที่บริษัทเอกชนหมดสัญญาสัมปทาน โดยขั้นตอนการเข้าขอพื้นที่เบื้องต้นจะมีการเรียกแกนนำของแต่ละกลุ่มมาพูดคุยเจรจาถึงแนวทางการขอคืนพื้นที่ เพื่อไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน แต่หากชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่ทหารก็จะสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่บุกรุกต่อไป
พล.ต.เสริมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนชาวบ้านที่ผลักดันออก ก็ได้เตรียมพื้นที่ไว้รองรับแล้ว แต่ก็ต้องมีการคัดกรองอีกครั้งว่าเป็นผู้ไม่มีที่ทำกิน และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของทางราชการหรือไม่ โดยคาดว่าจะเข้าดำเนินการในเร็วๆ นี้ เพราะปัญหาดังกล่าวได้ยืดเยื้อมานานแล้ว และหลังจากผลักดันชาวบ้านออกจากป่าเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการผนวกพื้นที่ดังกล่าวเข้ากับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พร้อมเร่งฟื้นฟูอนุรักษ์ให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าและป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์. - สำนักข่าวไทย
ที่มาhttp://www.onep.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=8127:27--2557--18-&catid=72:2010-10-08-06-35-05&Itemid=266


นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ไทยเผยในเวทีเสวนา "งานวิจัย นำไทย ก้าวไกล สู่อาเซียน" แนะ"อาชีพนักวิทยาศาสตร์"ทำงานตอบโจทย์ตลาดอาเซียนและต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม..จากเวทีเสวนา งานวิจัย นำไทย ก้าวไกล สู่อาเซียน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยภาครัฐ ผู้ได้รับทุนการศึกษาจากทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ร่วมแนะแนวทางอาชีพนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตรงความต้องการของตลาดรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 58ศ.ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์ในสาขาที่มีความต้องการในอนาคต จะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาวัสดุต่างๆ ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ล้างผลาญ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ราคาไม่แพง และหาง่าย รวมถึงการพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงานแสงอาทิตย์ และเรื่องสุขภาพ ซึ่งในอนาคตจะรักษาผู้ป่วยโดยจำแนกในระดับยีนส์ ว่ายา และวิธีรักษาชนิดไหนจะเหมาะกับแต่ละบุคคลมากที่สุดด้าน ศ.ดร.พิมพ์ใจ ใจเย็น อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มีงาน 3 ด้าน ที่จะเป็นที่ต้องการของตลาด ประการแรก คือ งานที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า สอง งานที่ช่วยเสริมสร้างให้กระบวนการผลิตต่างๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสุดท้าย คือ งานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ส่วนตัวยังมองว่า ไทยจะสามารถพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ให้อยู่ในระดับผู้นำอาเซียนได้ เพราะได้เปรียบในเรื่องของทุนสนับสนุน ที่เปิดกว้างผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้หลากหลายสาขา อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมีจิตสำนึกกลับมาพัฒนาประเทศด้วยขณะที่ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนง อาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า ที่ต้องเร่งพัฒนาคือการสร้างจิตสำนึกให้แก่นักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เป็นคนดีและคนเก่ง ไม่ยึดติดกับวัตถุนิยมและเงินเป็นสำคัญ พร้อมทั้งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และมาร่วมพัฒนาประเทศเข้าสู่เวทีระดับอาเซียนและระดับโลกต่อไป.