วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทหารบุรีรัมย์เล็งขอคืนพื้นที่ป่าดงใหญ่ถูกบุกรุก 1.8 หมื่นไร่

ทหารบุรีรัมย์เตรียมผลักดันผู้บุกรุกป่าสงวนดงใหญ่ที่ยังเหลืออยู่กว่า 500 ครัวเรือน รวมเนื้อที่กว่า 18,000 ไร่ ออกจากป่า เพื่อขอคืนพื้นที่ผนวกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
 
       บุรีรัมย์ 26 มิ.ย. - ทหารบุรีรัมย์เตรียมสนธิกำลังหลายฝ่ายผลักดันผู้บุกรุกเข้าไปปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่าสงวนดงใหญ่ที่ยังเหลืออยู่กว่า 500 ครัวเรือน รวมเนื้อที่กว่า 18,000 ไร่ ออกจากป่า เพื่อขอคืนพื้นที่ผนวกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หลังเป็นปัญหายืดเยื้อมานาน พร้อมจัดพื้นที่รองรับผู้ไม่มีที่ทำกิน เพื่อลดผลกระทบ ก่อนเร่งฟื้นฟูให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าและป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ต่อไป
               พล.ต.เสริมศักดิ์ นิยะโมสถ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนายยุทธชัย ปัทมสนธิ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) และนายสมส่วน รักสัตย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ได้ขึ้นบินสำรวจสภาพพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ และตรวจสอบบริเวณพื้นที่ที่ชาวบ้านเข้าไปบุกรุกยึดถือครอบครองปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และแผ้วถางป่าปลูกพืชสวนพืชไร่เป็นวงกว้าง เพื่อวางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ป่าดงใหญ่ที่ชาวบ้านเข้าไปบุกรุก เนื่องจากผืนป่าดังกล่าวได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2548
               จากข้อมูลพบว่า ขณะนี้ยังมีชาวบ้านบุกรุกทำกินอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 6 กลุ่ม มีกลุ่มเสียงสวรรค์ เก้าบาตร บ้านคลองหินใหม่ ลำนางรอง ตลาดควาย และกลุ่มป่ามะม่วง รวมกว่า 500 ครัวเรือน ในเนื้อที่ประมาณ 18,800 ไร่ ที่บริษัทเอกชนหมดสัญญาสัมปทาน โดยขั้นตอนการเข้าขอพื้นที่เบื้องต้นจะมีการเรียกแกนนำของแต่ละกลุ่มมาพูดคุยเจรจาถึงแนวทางการขอคืนพื้นที่ เพื่อไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน แต่หากชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่ทหารก็จะสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ที่บุกรุกต่อไป
               พล.ต.เสริมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนชาวบ้านที่ผลักดันออก ก็ได้เตรียมพื้นที่ไว้รองรับแล้ว แต่ก็ต้องมีการคัดกรองอีกครั้งว่าเป็นผู้ไม่มีที่ทำกิน และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของทางราชการหรือไม่ โดยคาดว่าจะเข้าดำเนินการในเร็วๆ นี้ เพราะปัญหาดังกล่าวได้ยืดเยื้อมานานแล้ว และหลังจากผลักดันชาวบ้านออกจากป่าเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการผนวกพื้นที่ดังกล่าวเข้ากับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พร้อมเร่งฟื้นฟูอนุรักษ์ให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าและป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์. - สำนักข่าวไทย 

ที่มาhttp://www.onep.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=8127:27--2557--18-&catid=72:2010-10-08-06-35-05&Itemid=266

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

“ยูเนสโก” ปรานี ไม่ขึ้นชื่อ “แนวปะการังออสซี่” เป็นมรดกโลกเสี่ยงภัยคุกคาม แต่ชี้โทรมขั้นรุนแรง

“ยูเนสโก” ปรานี ไม่ขึ้นชื่อ “แนวปะการังออสซี่” เป็นมรดกโลกเสี่ยงภัยคุกคาม แต่ชี้โทรมขั้นรุนแรง
 
               ออสเตรเลียวันนี้ (19 มิ.ย.) แถลงว่า การที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ตัดสินใจเลื่อนการขึ้นชื่อแนวปะการัง “เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ” ในรายชื่อมรดกโลกที่เสี่ยงภัยคุกคามออกไป คือ “ชัยชนะที่ได้มาโดยการใช้เหตุผล” แต่เหล่านักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชี้ว่า เป็นการประกาศเตือน “ครั้งสุดท้าย”
               องค์กรชำนาญการพิเศษด้านวัฒนธรรมขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า แนวปะการังขนาดใหญ่แห่งนี้อาจถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อแหล่งมรดกโลกที่เสี่ยงภัยคุกคาม หากยังไม่ได้รับการปกป้องอย่างจริงจังกว่านี้
               ยูเนสโก กล่าวเตือนว่า แนวปะการังขนาดใหญ่แห่งนี้มี “สภาพเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง” และกล่าวว่า “การบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่แถบนี้ด้วยแนวทางธุรกิจแบบปกติ ไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม”
               ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2015 ออสเตรเลียจะต้องส่งรายงานชี้แจงถึงวิธีการที่ประเทศนี้ใช้ปกป้องสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ โดยรัฐบาลรัฐควีนส์แลนด์ ระบุว่าการที่ยูเนสโกยืดเวลาออกไปเป็น “การแสดงความเห็นชอบ”
               แอนดรูว์ พาวเวลล์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของรัฐควีนส์แลนด์กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีที่คณะกรรมาธิการมรดกโลก ของยูเนสโกเห็นดีเห็นงามกับควีนส์แลนด์ และภารกิจที่เราทำอยู่”
               “การตัดสินใจครั้งนี้คือชัยชนะของการใช้เหตุผล และวิทยาศาสตร์ มิใช่ของคนเจ้าคารม และพวกชอบปล่อยข่าวลือ”
               แนวปะการังแห่งนี้คือหนึ่งในสถานที่ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก ทว่าต้องเผชิญทั้งภัยคุกคามจากภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และปลาดาวมงกุฎหนาม หรือปลาดาวหนาม ที่กินปะการังเป็นอาหาร ตลอดจนน้ำเสียจากการเกษตร และการพัฒนาด้านเหมืองแร่
ยูเนสโก ได้ออกมาแสดงความกังวลเป็นพิเศษ ต่อกรณีการอนุมัติโครงการขยายท่าเรือถ่านหินขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตลอดจนการอนุญาตให้ระบายน้ำเสียหลายล้านตันลงสู่น่านน้ำในอุทยานแห่งชาติทางทะเล
               บรรดากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชี้ว่า รัฐบาลได้รับใบเตือนเป็นครั้งสุดท้ายและ “เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลไม่ได้รักษามาตรฐาน ตามที่ประชาคมนานาชาติคาดหวัง”
               ริชาร์ด เลก นักรณรงค์เพื่ออนุรักษ์แนวปะการังจาก “องค์การกองทุนพิทักษ์สัตว์ป่าโลก” (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) ประจำแดนจิงโจ้ ซี่งเวลานี้ เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการประจำปี ณ กรุงโดฮา กล่าวว่า “คณะกรรมาธิการมรดกโลกคัดค้านการที่ รัฐบาลออสเตรเลีย และรัฐบาลควีนส์แลนด์ ละเลยเพิกเฉยต่อแรงกดดันในเรื่องปะการัง”
               “ที่จริงแล้ว คณะกรรมาธิการได้ย้ำเตือนให้ออสเตรเลียดำเนินมาตรการปกป้อง เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ ให้จริงจังมากขึ้น”
               “(คำเตือนนี้) คือชัยชนะของประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกที่กล่าวว่า แนวปะการังนี้ไม่ใช่ที่ทิ้งขยะ”
               นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการมรดกโลกยังมีกำหนดหารือกัน เพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องของออสเตรเลีย ที่ต้องการถอนป่าแทสเมเนียขนาด 293,750 ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในป่าฝนเขตร้อนปานกลางที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกจากรายชื่อมรดกโลกที่เสี่ยงภัยคุกคาม
               ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวที่อาจเปิดช่องให้แก่ขบวนการตัดไม้บุกรุกผืนป่าแห่งนี้ กำลังถูกบรรดากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประณาม และจุดประกายให้ประชาชนหลายพันคนออกมาชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภาแทสเมเนีย ในเมืองโฮบาร์ตเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่มา http://www.onep.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=8038:20--2557------&catid=72:2010-10-08-06-35-05&Itemid=266

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รู้จัก "เมฆกันชน" หรือ "เมฆอาร์คัส" กันหรือยัง?




เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน แทบทุกพื้นที่ในประเทศไทย จะมีปริมาณฝนตกชุก ท้องฟ้าจะมีเมฆมาก เนื่องจากประเทศไทยได้รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดป กคลุม และรับร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่าน โดยปกติช่วงฤดูฝนในประเทศไทยจะเริ่มต้นประมาณกลางเดื อนพฤษภาคม ยาวไปจนถึงกลางเดือนตุลาคม ของทุกๆปี มีระยะเวลาประมาณ5เดือน ซึ่งช่วงดังกล่าวจะมีฝนชุกทั่วทุกภาค โดยฝนที่ตกลงมาเกิดจากลักษณะการรวมตัวกันของไอน้ำ จนเกาะกลุ่มรวมกันมากขึ้น ก่อเป็นกลุ่มเมฆ และตกลงมากลายเป็นฝน

ขณะเดียวกันลักษณะดังกล่าว ยังเป็นลักษณะของ “เมฆอาร์คัส” ซึ่งจะเป็นเมฆดำทะมึนและหนา อยู่ติดๆ กันหรือกองซ้อนกัน โดยมีลักษณะเป็นก้อนม้วนตัวกลม ๆ (roll) นอกจากนี้เมฆอาร์คัส (ARCUS) หรือ แปลเป็นภาษาไทยว่า “เมฆกันชน” เป็นกลุ่มเมฆที่ชื่อว่า “คิวมูโลนิมบัส” (CUMULONIMBUS) แต่มีอาการเสริมที่เรียกว่า "อาร์คัส" (ARCUS) ซึ่งเป็นปฎิกิริยาของเมฆฝน ที่จะมีลักษณะโค้งลงมาใกล้พื้นดิน

ทั้งนี้เมฆคิวมูโลนิมบัสเป็นเมฆฝน ที่มีลักษณะพายุฝนฟ้าคะนอง เกิดลูกเห็บ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า เกิดจากแนวอากาศร้อน ที่ความชื้นพัดมาปะทะกับอากาศเย็น อากาศเย็นจะยกอากาศร้อนขึ้น จนมีลักษณะเป็นดอกเห็ด ภายในจะมีทั้งลมกดและลมยก ส่วนที่ฐานกลุ่มเมฆจะเป็นลมกด ซึ่งจะไม่ค่อยเกิดขึ้นในช่วงฤดูนี้ และยิ่งเป็นอาการของอาร์คัส จึงไม่ค่อยเกิดขึ้นง่ายๆ



นักอุตุนิยมวิทยา ของกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ “เมฆอาร์คัต” เกิดจากลมที่หอบนำเอาความชื้นในชั้นบรรยากาศ และฝุ่นละอองในอากาศ พัดมารวมตัวกัน จนทำให้เกิดเป็นกลุ่มเมฆอาร์คัส ซึ่งน้ำหนักของเมฆอาร์คัสจะหนักกว่าเมฆฝนแบบปกติ เนื่องจากมีฝุ่นละอองรวมอยู่ในกลุ่มเมฆอาร์คัส ทั้งนี้ ลม ฝุ่น และความชื้น (ละอองน้ำ) ยังถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะ ดังกล่าว

นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างเมฆฝนแบบปกติและเมฆอาร์คัส จะแตกต่างกันตรงที่ เมฆอาร์คัส จะเกิดขึ้นบริเวณใกล้กับพื้นผิวโลก โดยลักษณะการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆอาร์คัส จะต่ำลงมาใกล้พื้นผิวโลกมากขึ้น หากมีการสะสมของปัจจัยที่กล่าวมาในปริมาณมากๆ จนกลุ่มเมฆอาร์คัสพัดมาปะทะกับความเย็นของอากาศบริเว ณพื้นผิวโลก จึงเกิดลักษณะการม้วนของกลุ่มเมฆอาร์คัสปรากฎให้เห็น คล้ายกำแพงก้อนเมฆ (Wall cloud) ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้น ณ สนามบินอุดรธานี ที่ผ่านมา พร้อมทั้งแนะนำประชาชน หากอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงการเกิดปรากฎการณ์เมฆอาร ์คัส ที่มีลักษณะเพิ่มเติมจากที่กล่าวมาข้างต้น คือ มีลักษณะเมฆก่อตัวสูงขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ ให้ระวัง เพราะจะเกิดฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า และลูกเห็บจะตกตามมา จึงควรเลี่ยงที่จะออกไปดู และควรเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่า หลังเกิดปรากฏการณ์เมฆกันชนที่สนามบินอุดรธานี หลังจากนั้น2วันต่อมาได้เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะเช่นเ ดียวกันที่บริเวณสนามบินเก่า เขตเทศบาลเมืองเชียงราย และเคยเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 24กันยายน 2554 ย่านบางขุนเทียนและคลองสานอีกด้วย

ที่มา http://www.saveoursea.net/forums/showthread.php?p=40925

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

นักวิจัยแนะ'อาชีพสายวิทย์'ทำงานตอบโจทย์อาเซียน-เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

นักวิจัยแนะ'อาชีพสายวิทย์'ทำงานตอบโจทย์อาเซียน-เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มิ.ย. 2557 13:21

นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ไทยเผยในเวทีเสวนา "งานวิจัย นำไทย ก้าวไกล สู่อาเซียน" แนะ"อาชีพนักวิทยาศาสตร์"ทำงานตอบโจทย์ตลาดอาเซียนและต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม..จากเวทีเสวนา งานวิจัย นำไทย ก้าวไกล สู่อาเซียน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยภาครัฐ ผู้ได้รับทุนการศึกษาจากทุนพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ร่วมแนะแนวทางอาชีพนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตรงความต้องการของตลาดรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 58ศ.ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์ในสาขาที่มีความต้องการในอนาคต จะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาวัสดุต่างๆ ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ล้างผลาญ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ราคาไม่แพง และหาง่าย รวมถึงการพัฒนาพลังงานทดแทน พลังงานแสงอาทิตย์ และเรื่องสุขภาพ ซึ่งในอนาคตจะรักษาผู้ป่วยโดยจำแนกในระดับยีนส์ ว่ายา และวิธีรักษาชนิดไหนจะเหมาะกับแต่ละบุคคลมากที่สุดด้าน ศ.ดร.พิมพ์ใจ ใจเย็น อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มีงาน 3 ด้าน ที่จะเป็นที่ต้องการของตลาด ประการแรก คือ งานที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า สอง งานที่ช่วยเสริมสร้างให้กระบวนการผลิตต่างๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสุดท้าย คือ งานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ส่วนตัวยังมองว่า ไทยจะสามารถพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ให้อยู่ในระดับผู้นำอาเซียนได้ เพราะได้เปรียบในเรื่องของทุนสนับสนุน ที่เปิดกว้างผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้หลากหลายสาขา อีกทั้งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมีจิตสำนึกกลับมาพัฒนาประเทศด้วยขณะที่ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนง อาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า ที่ต้องเร่งพัฒนาคือการสร้างจิตสำนึกให้แก่นักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เป็นคนดีและคนเก่ง ไม่ยึดติดกับวัตถุนิยมและเงินเป็นสำคัญ พร้อมทั้งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และมาร่วมพัฒนาประเทศเข้าสู่เวทีระดับอาเซียนและระดับโลกต่อไป.
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/426580